รายงานสีเหลือง เรื่อง การบริหารจัดการชั้นเรียน

 การจัดการชั้นเรียน ตอน การตั้งกฎในห้องเรียน

            การตั้งกฎในห้องเรียนเป็นสิ่งที่ดี ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับอนุบาล ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา ดังที่ รศ.สมศรี เพ็ชรยิ้ม กล่าวเป็นจัดการตามความต้องการของนักเรียนเอง สามารถจริยธรรมที่นักเรียนต้องการเองได้ ผมในฐานะที่สอนนักเรียน ระดับ ประถม และมัธยม มีปัญหาการจัดการในห้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าเด็กไม่ตั้งเรียน เล่นในห้องเรียน บางครั้งแก้ปัญหาได้ บางครั้งก็แก้ปัญหาไม่ได้ คิดว่าแนวคิดในครั้งนี้จะนำไปลองใช้ในห้องเรียน และคิดว่าน่าจะสร้างบรรยากาศการเรียนสนุกสนาน และให้มีความสุข ทั้งผู้เรียน และผู้สอน เป็นการจัดชั้นเรียนที่มีระบบขั้นตอนการวางแผน มีการศึกษาพฤติกรรมของผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ผู้เรียนสร้างการอยู่ร่วมกันในชั้นเรียน

          –  ตั้งกฎที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ 

         -   กฎที่จุกจิกไร้เหตุผลไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง  และอาจสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา

         -   เขียนกฎในแง่บวก

         -   พยายามให้เด็กพูดว่าฉันจะทำอย่างนี้ฉันจะทำอย่างนั้นมากกว่าพูดว่าห้ามทำแบบนี้ ห้ามทำแบบนั้น

         -   กฎที่นักเรียนคิดขึ้นมาเองร่วมกับครูประจำชั้น

        ทั้งหมดประกอบขึ้นร่วมกันและพัฒนาไปสู่สิ่งที่เราทุกคนพอใจ   ทุกๆต้นปีการศึกษา นักเรียนจะเลือกกฎ 3-4 ข้อ ที่นักเรียนอยากได้จริงๆ  สำหรับใช้ในห้องของตน  เป็นกฎพิเศษสำหรับห้องเรียนของเขาและสำหรับทุกคนที่เข้ามาในห้องนี้  หลังจากนั้นให้เด็กร่วมกันตั้งกฎ  ดังนั้นนี่คือกฎของคาวลีย์  เรื่องกฎ

          1.  ตั้งกฎง่ายๆ( Keep  them  simple)

          2.  เขียนกฎในเชิงบวก(Make  them  positive)

          3.  อย่ามีหลายข้อเกินไป( Do  not  have  too  many )

         4.  ให้ทั้งโรงเรียนมีส่วนร่วม(Involve  all  the  school)

             อ้างอิงจากโทรทัศน์ครู  โดยรศ.สมศรี    เพ็ชรยิ้ม  รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและวิจัยด้านอนุบาลโรงเรียนสาธิตวิทยา

**************************************************************

การจัดการในชั้นเรียน ตอนออกกำลังกาย ได้กำลังสมอง

              ฮิลลารี เวดครูชั้นประถม 6 ร.ร.วิเทอร์สโลว เมืองวิวไชร์ เช้านี้ห้องเรียนของเธอจะสอบคณิตศาสตร์เธอเตรียมความพร้อมให้เด็กๆด้วยวิธีที่ไม่ธรรมดา เด็กในห้องของฮิลลารีกำลัง ‘‘ออกกำลังสมอง’’โดยออกกำลังกายที่เรียกว่าตื่นแล้วขยับตื่นแล้วขยับคือการออกกำลังกายที่รวม 2อย่างเข้าด้วยกันมีเด็กน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นทำให้รัฐบาลต้องใส่ใจเรื่องนี้โดยให้เด็กออกกำลังกายมากขึ้นนอกเหนือจากตอนเรียนพลศึกษาในขณะเดียวกัน การออกกำลังสมองช่วยเรื่องเรียนของเด็กได้มาก กิจกรรมของ ร.ร.วิเทอร์สโลว รวมการออกกำลังของกายและสมองเข้าด้วยกัน

มี 3 หลักความคิดหลัก  

            1.  อย่างแรกคือให้ออกซิเจนไหลทั่วร่างกายและสมองเพราะดีต่อการเรียนของเด็ก

            2.  คือเพิ่มพลังงานให้เด็กๆรวมการทำงานของสมองซีกซ้ายและขวาด้วยกัน เราเคลื่อนไหวท่าต่างๆโยกซ้ายขวาพอทำแบบนั้นไปเรื่อยๆจะเรียนได้ดี

            3.  สุดท้ายคือ ความสนุกเมื่อสนุก คุณจะรู้สึกดี

ทุกวันตอนเช้าต้องออกกำลังกาย 10 นาทีการออกกำลังกายเป็นที่สิ่งสำคัญที่ ร.ร.อีดใช้พัฒนาการเรียนรู้ของสมองแต่ละวันเราจะใช้เด็กทำกิจกรรมต่างกัน เราให้เด็กเต้นแอโรบิก วิ่งรอบสนามพยายามให้แต่ละวันมีกิจกรรมหลากหลายน่าสนใจที่เด็กร่วมมืออย่างเต็มที่ทุกอย่างเริ่มจากตรงนั้นและเด็กสนใจเราจึงจ้างครูฝึกกีฬา 2 คนมาสอนเด็กๆได้3ปีแล้วเขาเริ่มสอนเด็กๆชั้นโตก่อนสอนทักษะออกกำลังกายแบบง่ายๆกระโดดเหมือนม้า ข้ามสิ่งกีดขวาง กระโดดเชือกออกกำลังกายเป็นกลุ่ม เข้ากระตุ้นเด็กๆร่วมเล่นกับเด็กตอนเวลาเล่นหรือพักกลางวัน คุณคงเห็นว่าเด็กผู้ชายชอบกระโดดเชือก เราพยายามให้เด็กชายที่เรียนไม่ค่อยดีออกกำลังกาย ถ้าเรียนไม่ดีเท่าเด็กหญิงจะพัฒนาได้โดยการกระโดดเชือกเพราะเด็กชายชอบเล่นด้วยกันอยู่แล้ว พร้อมไหม หนุ่มน้อยทำให้เราดูหน่อยว่ากระโดดได้ เข้าต้องแกว่งข้ามหัวแล้วกระโดดข้าม พวกเขาเริ่มกระโดดเป็นแล้วเด็กบางคนตื่นเต้นแต่ก็กล้าที่จะลองทำหลังจากนั้น ก็รู้ตัวว่ากระโดดเชือกอยู่สีหน้าของเขาบอกว่า เขาภูมิใจมากที่ทำได้ พอบอกว่าการพัฒนามวลกระดูกสำคัญกับเด็กหญิงและกิจกรรมง่ายๆเช่น กระโดดเชือกช่วยได้เยอะ เด็กโรงเรียนอีดทุกคนกระโดดเชือกแม้กระโดดไม่เก่ง ช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง ครูหวังว่า เด็กทุกคนกระโดดเชือกเป็นความหวังนั้นกลายเป็นวัฒนธรรมในโรงเรียน ในฐานะครู หลังจากให้เด็กกระโดดเชือกฉันเห็นว่าเด็กมีสมาธิมากขึ้นเวลามาเรียนเหมือนได้กำจัดความขี้เกียจ ลุกลี้ลุกลนและได้ใช้พลังงาน จึงมีสมาธิมากขึ้นเวลาอยู่ในห้องช่วยให้เด็กภูมิใจและมั่นใจในตัวเองมากขึ้นโดยเฉพาะเด็กที่เรียนไม่ค่อยรู้เรื่องจะรู้สึกภูมิใจว่าทำอะไรบางอย่างสำเร็จเด็กมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเพราะครูฝึกสอนแค่ทักษะเบื้องต้นแล้วเด็กต่อยอดเองรวมท่าต่างๆเข้าด้วยกันคิดท่าประจำตัวขึ้นมาเองฉันจึงคิดว่าช่วยพัฒนาสมองของเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์ขึ้น

จุดเด่น

                 ประเด็นที่น่าสนใจคือการพยายามให้เด็กประถมที่มีพลังงานเยอะได้ดึงพลังงานมาใช้ก่อนเรียนและมีความสุขและสนุกกับการออกกำลังกายเนื่องจากการออกกำลังกายได้ทำให้ฮอร์โมนแหล่งความสุขสบายหลั่งทำให้เด็กรู้สึกสนุกและสบายพร้อมกับเปิดรับการการเรียนรู้ในแต่ละวันถ้ามีการออกกำลังกายที่เหมาะสมสมองก็จะพัฒนาและครูก็ร่วมออกกำลังกายด้วยทำให้เด็กมีความสุขสนุกกับการเรียน

การประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม                                                                 

                1.  ใช้ออกกำลังกายในช่วงเช้าก่อนเรียนคาบแรกน่าจะเหมาะสมพร้อมทั้งออกกำลังกายประกอบการดนตรีเป็นการออกกำลังกายเบาๆมากกว่าออกอย่างเรียกเหงื่อ

                2.  ครูทุกคนในชั้นเรียนก็สามารถออกกำลังกายพร้อมกับนักเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมทั้งครูและนักเรียน3.การทำกิจกรรมควรทำด้วยความสุขและความสนุกเป็นที่ตั้งไม่ทำเพราะความจำใจ

เงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ                                                                

               1.  การเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายของครูและผู้บริหารทำให้ดำเนินการได้อย่างสำเร็จ

               2.  การเข้าใจถึงพัฒนาการในวัยของเด็กที่มีพลังงานอย่างมากควรได้ดึงมาปลดปล่อยพร้อมทั้งทำให้สร้างสมองสร้างสมาธิอันเป็นความรู้ที่ครูมีและนำมาปฏิบัติจึงทำให้งานลุล่วง

ข้อถึงระวังในการนำไปใช้                                                                                      

               1.  อากาศของเมืองไทยเป็นเมืองร้อนถ้าจะออกกำลังกายต้องนำมาประยุกต์ให้พอเหมาะถ้ามากเกินกับอากาศเมืองไทยเด็กอาจไม่มีความสุขร้อนเหนียวตัวเรียนไม่สนุก ต้องหากิจกรรมที่เบาๆ

              2.  การเต้นในชั้นเรียนอาจไม่เหมาะในโรงเรียนที่เป็นไม้เพราะรบกวนห้องข้างๆ ถ้าจะให้ดีควรออกก่อนขึ้นชั้นเรียนจะดีกว่า

              3.  ความร่วมมือของครูผู้สอนบางทีครูก็ไม่อยากเหงื่อออกตั้งแต่คาบแรกต้องชี้อธิบายให้เข้าใจและเห็นความสำคัญจึงจะดำเนินการได้

              อ้างอิงจากโทรทัศน์ครู  โดย รศ. สมศรี    เพ็ชรยิ้ม  รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและวิจัยด้านอนุบาลโรงเรียนสาธิตวิทยา

**************************************************************

การจัดการชั้นเรียน :  วันเปิดเทอม ตอน 1

                ดร.ปฤษณา ชนะวรรษ ได้วิเคราะห์วิธีการที่คุณครูจัดการชั้นเรียนในวันเปิดเทอม  เช่น วิธีการที่ครูสร้างสัมพันธภาพกับนักเรียน การปรับพฤติกรรมนักเรียน เป็นต้น เพื่อเป็นประโยชน์ให้เพื่อนครูได้นำไปปรับใช้กับการจัดการชั้นเรียนในวันเปิดเทอมใหม่

จุดเด่น

เป็นการนำเสนอการจัดการในชั้นเรียนในวันเปิดเทอมสำหรับเด็กประถมศึกษาที่เน้นการเตรียมชั้นเรียนสำหรับการเรียนในภาคการศึกษาต่อไปการเกิดสัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียนในชั้นเรียนใหม่ที่แปลกไปจากเดิมเท่าทีที่ครูมีต่อเด็กนักเรียนที่ทำให้รู้ว่าชั้นเรียนไม่ใช่ของครูแต่เป็นชั้นเรียนร่วมกันของนักเรียน…การบอกการดำเนินการในชั้นเรียนให้นักเรียนรับฟังบอกให้นักเรียนได้เรียนรู้ถึงข้อกำหนดในชั้นที่นักเรียนเป็นผู้กำหนดแล้วต้องรับผิดชอบรวมถึงสัญลักษณ์ต่างๆที่ครูใช้ในห้องเรียนที่เกิดขึ้น

การประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม

           1.  การนำกระบอกสายฝนมาใช้เป็นการเรียกให้เด็กกับมาสู่ความสนใจเป็นการประยุกต์ใช้ที่น่าสนใจสำหรับเด็กตอนต้นเพราะแตกต่างจากทั่วไปคือการใช้เสียงดังหรือเสียงตะโกนของครู หรือการปรบมือที่ใช้อยู่ทั่วไป

           2.  การสร้างข้อตกลงของสิ่งต่างๆที่ควรมีในชั้นเรียนจากการแสดงความคิดเห็นของนักเรียนนั้นสามารถนำไปใช้ได้เป็นอย่างดีเนื่องจากนักเรียนจะรู้สึกมีส่วนร่วมในชั้นเรียน

           3.  การเตรียมชั้นเรียนที่ดีในวันเปิดเทอมเป็นสิ่งที่ช่วยให้ครูสร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันแรกทำให้การเรียนการสอนในครั้งต่อไปราบรื่นขึ้นจึงควรนำใช้เพราะต่างจากเมืองไทยที่มักเห็นว่าคาบแรกไม่สำคัญแนะนำตัวแล้วปล่อยพักเลย

เงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

           1.  ความตั้งใจของครูประจำชั้นที่ต้องการสร้างชั้นเรียนที่มีความพร้อมสำหรับการเรียน การเตรียมตัวและทำการบ้านมาอย่างดีของครู ทำให้เกิดความสำเร็จอย่างยิ่ง

           2.  การสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนจากสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับนักเรียนการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนทำให้เกิดการเรียนการสอนที่ดี

           3.  ประสบการณ์ในการจัดชั้นเรียนของครูประกอบกับการใส่ใจที่จะสอนและเห็นความสำคัญของวันเปิดเทอมวันแรกเป็นสิ่งที่สร้างประสบการณ์ที่ดีในชั้นเรียนของเด็กทำให้เด็กมีความสุขกับการเรียนและอยากมาเรียนทุกวัน

ข้อพึงระวังในการนำไปใช้

            เมื่อมาใช้กับคนไทยควรระวังเด็กไทยไม่ค่อยแสดงออกไม่กล้าที่จะบอกความต้องการของตนเอง   ครูไทยก็มักคิดว่าตนมีความสามารถในการปกครองชั้นเรียนได้ดีแล้วในชั้นครูใหญ่สุดเลยทำให้ไม่เกิดบรรยากาศที่ดีในการเรียนเกิดช่องว่างระหว่างครูกับนักเรียนอันนี้ต้องระวัง

สรุป วิดิทัศน์จากโทรทัศน์ครู

            ในวันแรกของเปิดเทอมครูไม่สามารถรู้ว่านักเรียนคนนี้ คนนั้น มีลักษณะนิสัยอย่างไร  ฉะนั้นอันดับแรกที่ควรจะทำ  คือ การยิ้ม  การคุยกันแต่ไม่สมควรคุยแบบทางการมาก เพราะการพูดคุยแบบทางการจะทำให้นักเรียนเบื่อหน่าย  และตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นคำถามทั่วๆไป เรื่องรอบ ๆตัว หรือแม้กระทั่งอยากเรียนหรือเปล่า เพื่อที่จะสังเกตพฤติกรรมของตัวเด็ก  การตอบสนองของนักเรียน  และสิ่งที่ครูเตรียมในการสอนวันแรกคือ  การเตรียมใจที่จะรับทุกสิ่งทุกอย่างแล้วสร้างกติกาขึ้นมา  การสบตานับว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง  เพราะจะทำให้ครูและนักเรียนรู้จักกัน แม้ว่ายังไม่ได้พูดคุยกันเลย

            อ้างอิงจากโทรทัศน์ครู  โดย  ดร.ปฤษณา ชนะวรรษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

**************************************************************

การจัดการชั้นเรียน  :  ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ฉบับไม่ตัดต่อ ตอนที่  3

              รายการตอนนี้นำเสนอวิชาวิทยาศาสตร์เตรียมสอบจบภาคบังคับต่อเนื่อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนโรงเรียนเฮย์ดัน ในเมืองฮิลลิงดอน กำลังศึกษาเรื่องไขมัน และเกลือในอาหาร บทเรียนนี้ได้รับการบันทึกวิดีโอโดยไม่มีการตัดต่อจึงเป็นทรัพยากรการสอนที่เหมาะมาก เนื่องจากโดยปกติค่อนข้างเป็นเทคนิคที่ยากสำหรับโรงเรียน ในการดำเนินการด้วยตนเอง ครูแนะนำวิดีโอ อธิบายวัตถุประสงค์ของบทเรียน และเริ่มบทเรียนด้วยการเกริ่นนำถึงหัวข้อ อธิบายต่อจากบทเรียนก่อนหน้า หรือทบทวน ภาพในวิดีโอจะแบ่งเป็น 2 กล้อง กล้องตัวแรกจะจับไปที่ครู และอีกตัวจะบันทึกภาพทั้งห้องเรียน หลังจบบทเรียน ครูจะให้ความเห็นกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ขอบเขตที่ครอบคลุมวัตถุประสงค์ และลำดับขั้นตอนต่อไปที่จะทำสำหรับหัวข้อนี้

               ประทับใจที่สุดคือเทคนิคการถามและการตอบของคุณครูเพราะเมื่อผลการทดลองไม่ได้เป็นตามที่วางแผนครูก็จะให้นักเรียนค้นหาคำตอบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และที่ประสบความสำเร็จก็จะเข้าสู่บทเรียนต่อไปเสียดายที่ไม่มีตอนที่ 4 อย่างไรก็ตามมีแนวทางหนึ่งที่ครูไทยควรนำไปปรับใช้ทุกครั้งเมื่อจะสิ้นสุดเวลา โดยให้เขียนสิ่งที่ได้ทำอะไรในวันนี้ ได้เรียนรู้อะไรในวันนี้ อยากเพิ่มอีกคำถามว่า แล้วนักเรียนต้องการจะเรียนรู้อะไรต่อไป  ครูใช้วิธีการถาม – ตอบ อยู่ตลอดเวลา ทำให้ความสนใจของนักเรียนอยู่กับเนื้อหาที่กำลังทำการเรียนการสอน ครูรับฟังความคิดเห็นและคำตอบของนักเรียนทุก ๆ คน โดยไม่ปิดกั้นและไม่ได้ให้ความสนใจอยู่แต่คำตอบที่ถูกต้องเท่านั้น ครูไม่ตอบคำถามของนักเรียนทันทีแต่ใช้คำถามถามกลับนักเรียนเพื่อให้นักเรียนตอบออกมาและคำตอบของนักเรียนคือสิ่งที่นักเรียนต้องการจากครูนั่นเอง การสรุปในตอนท้ายของกิจกรรมการเรียนการสอนทำให้นักเรียนได้ทราบว่าจะต้องทบทวนหรือเตรียมตัวอย่างไรในการเรียนครั้งต่อไป

               ดิฉันคิดว่ารายการนี้เป็นการจัดการเรียนการสอนสาระวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษา ด้วยกิจกรรมการตอบคำถาม การกระตุ้นให้ผู้เรียนคิด กิจกรรมการทดลอง และกิจกรรมกลุ่ม โดยแสดงตัวอย่างแบบไม่ตัดต่อคือให้ผู้ชมดูรายการการจัดการเรียนการสอนทั้งคาบเรียน รายการเริ่มต้นด้วยการให้ให้ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์กล่าวถึงความสำคัญของเนื้อหาวิทยาศาสตร์ ว่า ควรฝึกผู้เรียนให้รู้จักคิด เพราะวิทยาศาสตร์นั้นเป็นการเรียนสิ่งที่อยู่รอบตัวผู้เรียนที่ไม่ใช่แค่ให้รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร แต่เป็นการเรียนเพื่อให้รู้ว่าทำไมสิ่งที่อยู่รอบตัวเราจึงเป็นไปเช่นนั้นมีข้อเท็จจริงใดพิสูจน์ได้บ้าง จากนั้นครูให้ผู้เรียนอภิปรายร่วมกันในกลุ่มในหลายประเด็น เช่น ทำไมต้องประหยัดพลังงาน ฯลฯ จากนั้นครูให้ผู้เรียนทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยครูทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วผู้เรียนทำตาม ระหว่างผู้เรียนทำการทดลองในกลุ่ม ครูเดินดูการทำงานของผู้เรียนและช่วยชี้แนะ และกระตุ้นการทำงานของผู้เรียนในทุกกลุ่ม โดยครูกำหนดเวลาที่จำกัดในการทำงานเพื่อให้ผู้เรียนทำงานได้ทันเวลา ผู้เรียนบันทึกผลการทดลองลงใบงานที่ครูแจกให้ ครูใช้วิธีสร้างวินัยให้ผู้เรียนในขณะที่ครูเปลี่ยนกิจกรรมด้วยการยกมือและให้ผู้เรียนพร้อมต่อการเปลี่ยนกิจกรรมใหม่ในแต่ละช่วงของการสอนด้วย เป็นการสอนที่ดีมาก

              อ้างอิงจากโทรทัศน์ครู โดย Dave  Dennis  หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ โรงเรียนเฮย์ดัน เมืองฮิลลิงดอน

**************************************************************

การจัดการชั้นเรียน:ภาษาอังกฤษกับสื่อ มัธยมศึกษา สอนการใช้สื่อ 1 ผลิตผลงานในชั้นเรียน

              คุณทำอย่างไรให้ชั้นเรียนที่มีนักเรียน 30 คน เรียนรู้ทักษะการสร้างเรื่องสยองขวัญเป็นภาพยนตร์ เอมมา บุลเป็นครูวิชาสื่อ และภาษาอังกฤษ ที่วิทยาลัยชุมชนพาร์กไซด์ซึ่งเป็นวิทยาลัยศิลปะที่เชี่ยวชาญด้านสื่อในเมืองเคมบริดจ์ติดตามรายการไปชมการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตลอด 1 วันเราได้เห็นชั้นเรียนวิเคราะห์ วางแผน ถ่ายทำ และแก้ไขลำดับเหตุการณ์โดยอ้างอิงจากละครเกี่ยวกับโรงพยาบาล เช่น Casualty เอมมา ใช้กล้องฉายผ่านกระดานอินเตอร์แอกทีฟเพื่อจำลองการวางแผนโดยแก้ไขได้จากในกล้อง เราได้เห็นนักเรียนกลุ่มเล็ก ๆทำงานร่วมกันในห้องเรียนและในสถานที่ถ่ายทำรอบ ๆ โรงเรียนเพื่อสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นที่น่าสนใจเรายังได้ฟังเจมส์เดอร์แรนครูชำนาญการพูดเรื่องวิธีการผลิตสื่อที่สามารถกระตุ้นส่งเสริมการทำงานด้านภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและสามารถพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ และความร่วมมือของนักเรียน

จุดเด่น

                -  มีการบูรณาการวิชาภาษาอังกฤษ การสร้างสื่อและการละครเพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาส ใช้ภาษาในสถานการณ์จริงฝึกทักษะการสื่อสารกับผู้อื่น การวางแผนการทำงาน การคิดเชิงสร้างสรรค์การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ฯลฯ

                –  ผู้สอนมีการนำเสนอขั้นตอนต่างๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนโดยเริ่มจากการตั้งคำถามจากตัวอย่างและให้ผู้เรียนช่วยกันคิดวิเคราะห์แสดงความคิดเห็น แทนที่จะบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะทำและจบด้วยการให้ผู้เรียนประเมินตนเองและสะท้อนการเรียนรู้และการกิจกรรมที่ผ่านมาซึ่งเป็นการเสริมสร้างการเรียนรู้แบบพึ่งตนเองได้เป็นอย่างดี

การประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม

                    การเรียนการสอนในคลิปมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการสอนหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นกล้องวีดิโอหรือกระดานอัจฉริยะซึ่งเป็นไปได้ยากที่ทุกโรงเรียนจะมีอุปกรณ์ครบทุกอย่างเหมือนในคลิปดังนั้นผู้สอนควรประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ภายในโรงเรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

                  –  ผู้สอนควรจะปลูกฝังให้ผู้เรียนเป็นคนที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าแสดงออกในสิ่งที่สมควร

                  -  ผู้สอนควรจะยอมรับฟังความคิดเห็นหรือการแสดงออกของผู้เรียน

                  –  ผู้สอนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีต่างๆทำให้ผู้เรียนรู้สึกมั่นใจในตัวผู้สอนและเชื่อมั่นว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ยากและตนเองสามารถทำได้เช่นกัน

ข้อพึงระวังในการนำไปใช้

                  หัวข้อที่ใช้เป็นหัวข้อให้ผู้เรียนสร้างสื่อเกี่ยวข้องกับการได้รับบาดเจ็บหัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมากเพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวผู้เรียนถ้ามองในแง่ของการเรียนรู้การให้ผู้เรียนสร้างสื่อในหัวข้อนี้จะทำให้ผู้เรียนตระหนักว่าอุบัติเหตุหรือการได้รับบาดเจ็บเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแต่บางครั้งอาจจะมีเหตุการณ์ที่ผู้เรียนคาดไม่ถึงอาจจะทำให้ผู้เรียนได้รับบาดเจ็บได้ ถึงแม้ว่าพวกเค้าจะวางแผนมาเป็นอย่างดีและมีการใช้มุมกล้องช่วยในการถ่ายทำ

ข้อจำกัด

                   สำหรับนักเรียนไทยมีข้อระเบียบ กฎเกณฑ์มากมาย บางครั้งก็เป็นการปิดกั้นความคิด การพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งนักเรียนไทยจะเน้นแต่การเรียนรู้ในชั้นเรียน ในห้องเรียน สื่อเทคโนโลยีมีน้อย ทำให้ความก้าวหน้า ความคิด อาจไม่ก้าวทันเด็กต่างประเทศ

สรุป วิดีโอจากโทรทัศน์ครู

                    วิดีโอนี้เป็นสื่อการเรียนและการสอนที่ดี ตั้งแต่การวางแผนการทำงานของคุณครู โดยการให้นักเรียนทำงานกันเป็นกลุ่ม ช่วยกันคิดวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการทำงานทุกคน อีกทั้งยังใช้สื่อ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับวิชาเรียน เช่น การใช้กล้อง Camera อาจใช้เป็นของส่วนรวม สอนวิธีใช้อย่างเป็นระบบ ยังให้นักเรียนลงพื้นที่ปฏิบัติจริง ทั้งการจับ การซูม เป็นต้น หรืออาจจะเป็นการแสดง มีผู้กำกับ และระหว่างเรียน นักเรียนก็สามารถถามคุณครูได้ตลอดเวลา คุณครูได้สังเกตการณ์ทำงานของนักเรียนแต่ละคนอย่างใกล้ชิด แนะนำ และยังช่วยพัฒนาความคิดวิเคราะห์ แยกแยะ และสร้างสรรค์งานให้ออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลาในการเรียนการสอนถึง 2 วัน นักเรียนชั้นมัธยมจะเป็นนักเรียนที่มีความสามารถ ช่างคิด ช่างจินตนาการ และพัฒนาสมองได้เร็วมาก ครูจึงสอนได้ง่าย และใช้สื่อประกอบการสอนอย่างมีประสิทธิภาพการบริหารในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 เป็นการวางแผนที่ทำให้การเรียนของนักเรียนมีประสิทธิภาพขึ้น รวดเร็ว ประหยัดเวลา ตลอดจนแสดงถึงศักยภาพการเรียนรู้ของนักเรียน สามารถประเมินผลได้ง่าย และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้สูง

                   อ้างอิงจากโทรทัศน์ครู  โดย  เอมมา บุล เป็นครูวิชาสื่อ และภาษาอังกฤษ ที่วิทยาลัยชุมชนพาร์กไซด์

**************************************************************

การจัดการชั้นเรียน :  การใช้หุ่นมือ

                  การใช้หุ่นมือเหมาะสำหรับนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 มากที่สุด การใช้หุ่นมือในการสอน เหมาะสำหรับการสอนทุกวิชาแล้วแต่ว่าผู้สอนจะนำมาประยุกต์ได้อย่างไร การสอนโดยการใช้หุ่นมือเป็นการสอนที่ทำให้นักเรียนที่มีปัญหาในการเรียนช้า การขาดความมั่นใจในการตอบโต้กิจกรรมทั้งการฟังและการพูดเกิดความมั่นใจและกล้าตอบกล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น โดยการใช้หุ่นมือเป็นผู้ช่วยในการตอบคำถามของพวกเขาและพวกเขาอาจเป็นผู้ช่วยหุ่นมือในบางขณะโดยครูผู้สอนแกล้งให้มอนตี้ตอบผิด ทำให้นักเรียนเห็นว่าการตอบผิดเป็นสิ่งที่ไม่น่าอายเลยทุกคนสามารถตอบผิดได้ไม่ใช่เรื่องที่แปลก ทำให้นักเรียนเห็นว่าหุ่นมือ มอนตี้เป็นเพื่อนนักเรียนของพวกเขาเอง พวกเขาสามารถช่วยมอนตี้ตอบคำถาม และต้องทำตัวให้น่ารัก ถ้าทำตัวมีปัญหามอนตี้ก็จะจากพวกเขาไปพวกเขาจะสูญเสียเพื่อนของพวกเขาไป พวกเขาเห็นมอนตี้เป็นเด็กนักเรียนเหมือนพวกเขาเพราะมอนตี้ก็ใส่ชุดนักเรียนของพวกเขา การวางแผนในการใช้การหุ่นมือในการสอนเรื่องที่สำคัญมากครูผู้สอนต้องเตรียมเรื่องมาเป็นอย่างดีว่าจะให้เด็กเรียนรู้อะไรบ้าง จะใช้คำพูดอย่างไร ถามอย่างไร ตอบอย่างไร

                  อ้างอิงจากโทรทัศน์ครู  โดย รศ. สมศรี    เพ็ชรยิ้ม  รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและวิจัยด้านอนุบาลโรงเรียนสาธิตวิทยา

**************************************************************

การจัดการชั้นเรียน  :  การจัดการเด็กเก่งในชั้นเรียน

                  ในการสัมภาษณ์จะมีการยกตัวอย่างของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีที่ 3 และปีที่ 6โดยให้นักเรียนกลุ่มเก่งแบ่งกลุ่มกันทำกิจกรรมต่างๆ โดยชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จินตนาการจากรูปภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยให้โจทย์นักเรียนไว้ว่า ปีนี้มีนักเรียนที่กินอาหารโรงเรียน กินข้าวกล่องหรือกลับไปกินข้าวที่บ้านกี่คน ส่วนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก็ให้ศึกษาเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของต้นหอม คำตอบที่ได้มาก็แตกต่างและหลากหลายกันไป

                    การศึกษาแบบนี้ทำให้เด็กได้จินตนาการ คิดและแสดงความคิดเห็น คิดเป็น มีเหตุผล การทำแบบนี้สามารถทำได้กับเด็กทุกๆคนไม่เฉพาะแต่เด็กเก่งเท่านั้น การที่มีเด็กเก่งอยู่ในห้องคุณครูจะต้องแบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กเก่ง เด็กปานกลาง และเด็กอ่อน โดยแบ่งเด็กเก่งและเด็กกลางเอาไว้ด้วยกัน ส่วยเด็กอ่อนก็ไปอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง ครูจะต้องวางแผนจัดการเรียนการสอนคุณครูจะต้องวางแผนจัดการเรียนการสอนไว้เป็นอย่างดีเพราะบางครั้งถ้าให้นักเรียนคละและเรียนร่วมกันกลุ่มเด็กอ่อนก็จะด้อย ส่วนเด็กเก่งก็จะเห็นแก่ตัวเพราะเห็นว่าตัวเองไม่ต้องไปพึ่งใคร ดังนั้นคุณครูจะต้องมีวิธีการจัดการกับนักเรียนด้วยการสอนเนื้อหาเดียวกัน ให้เด็กเก่งทำแบบฝึกหัด และถ้าใครเสร็จแล้วคุณครุก็จะมีเกมส์หรือแบบฝึกหัดเพิ่มมาให้เล่น โดยที่ใครจะเล่นหรือไม่ทำก็ได้ ส่วนเด็กอ่อนคุณครูก็จะต้องลดเนื้อหาและดูว่านักเรียนเข้าใจโจทย์ปัญหาหรือไม่ คุณครูต้องให้กำลังใจนักเรียนกลุ่มอ่อนเพื่อที่จะให้เด็กมีกำลังใจและภูมิใจในผลงานของตน

                   ในบางครั้งเด็กก็ไม่ได้เก่งแต่ในด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว คุณครูจะต้องเป็นผู้ติดตามและดูแลสนับสนุนนักเรียนไปในทางที่นักเรียนชอบและทำให้เด็กระสบความสำเร็จ

                   อ้างอิงจากโทรทัศน์ครู  โดย รศ. สมศรี    เพ็ชรยิ้ม  รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและวิจัยด้านอนุบาลโรงเรียนสาธิตวิทยา

**************************************************************

การจัดการชั้นเรียน  : ครูใหม่ มัธยมศึกษา

                   การจัดการในชั้นเรียนของ แคลร์ฮีวิตต์  เป็นวิธีการจัดการชั้นเรียนที่ดี  แคลร์เป็นตัวอย่างที่ดีในการควบคุมอารมณ์  ความหนักแน่น  ความอดทนต่อพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียน  ซึ่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นวัยที่กำลังท้าทายมาก มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือพฤติกรรมที่ชอบลองของต่างๆ หากครูผู้สอนไม่สามารถจัดการหรือควบคุมสถานการณ์ได้  ก็จะนำไปสู่การลงโทษหรืออาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้  เรื่องของการจัดการควบคุมชั้นเรียนเป็นเรื่องหลักที่จะต้องแก้ไขก่อนที่จะถึงเรื่องของการเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน  ซึ่งถ้าควบคุมชั้นเรียนไม่ได้แล้ว  ประสิทธิภาพการสอน  ย่อมไม่เกิดผลแน่นอน  แคลร์ได้ควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนโดยการตั้งกฎในห้องเรียน  ห้ามนักเรียนเข้าเรียนถ้าแต่งกายไม่เรียบร้อยและมาสาย ห้ามส่งเสียงดังในห้องเรียน เป็นต้น  ในการจัดการสอนของแคลร์ซึ่งเขาต้องสอนนักเรียนที่มีความสามารถต่ำ  ซึ่งเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ต้องแก้ไขและเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดของการสอน  คือ การสอนนักเรียนหลายระดับที่แตกต่างกัน  ซึ่งจะต้องสอนให้เหมาะกับนักเรียนทุกคน  ซึ่งระหว่างสอนพฤติกรรมของนักเรียนจะชอบนั่งโยกเก้าอี้  ฟุบลงกับโต๊ะ  ส่งเสียงดัง  ครูผู้สอนต้องเรียนรู้ที่จะทนรับกับรูปแบบการเรียนรู้แบบนั้น  การที่จะพัฒนากลยุทธ์การจัดการในชั้นเรียนเราอาจจะมีที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำต่างๆ อย่างแคลร์เขาต้องการพัฒนาการจัดการชั้นเรียนของเขาให้ดีขึ้น  ซึ่งการทำให้เด็กตั้งใจเรียนทั้งชั่วโมงนั้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุด  เราจะต้องจัดสรรให้พอดี  ใช้กิจกรรมช่วยอธิบายสิ่งที่เรียน  ทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่แตกต่างกัน แล้วจึงเปลี่ยนกิจกรรมทุก 5 -10  นาที  เพื่อให้เด็กตั้งใจเรียนต่อเนื่อง  และความหลากหลายคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้  การจัดการเรียนการสอนที่ดี คือ นักเรียนส่วนใหญ่ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ได้เรียนรู้และไม่ย้ำอยู่กับที่ในเรื่องที่ครูสอนอย่างเดียว  ในฐานะครู พื้นฐานของการจัดการชั้นชั้นเรียนที่ดี คือ  การวางแผนที่ดีในการทำงาน  ต้องสร้างเงื่อนไขเพื่อให้นักเรียนเกิดความสนใจ สร้างข้อตกลงในชั้นเรียน สุดท้ายให้กำลังใจและคำชมเชยนักเรียนดีกว่าการลงโทษ

                    อ้างอิงจากโทรทัศน์ครู   โดย   แคลร์ฮีวิตต์  อดีตพนักงานต้อนรับสายการบิน และผู้จัดการซูเปอร์มาเก็ต ปัจจุบันเป็นครูสอนภาษาต่างประเทศสมัยใหม่ ที่โรงเรียนมัธยมแบบประสมพาร์กไซด์ ใกล้แบรดฟอร์ด

**************************************************************

การจัดการชั้นเรียน : จัดการชั้นเรียนดนตรี  ประถมศึกษาตอนปลาย

                  การพัฒนาของเฮเลน แม็กเกรเกอร์ จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านดนตรีที่ได้เรียนรู้มาตั้งแต่ปฐมเพื่อให้แต่งเพลงและแสดงออกมาอย่างมั่นใจซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการเรียนของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยจะพัฒนาดังนี้

                  ส่วนแรกของการเรียนรู้คือ การแต่งเพลง โดยเด็กจะนำคำมาร้องและให้จังหวะของเพลง

                  ส่วนที่สองคือการแปลงให้เป็นเสียงเคาะแล้วเพิ่มจังหวะเข้าไป

                  เฮเลน แม็กเกรเกอร์ จะเข้านิเทศการสอนอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เฮเลนจะอธิบายการทำโครงการเพื่อเข้าสู่การสอน โดยจะให้เด็กเรียนรู้เองแล้วจึงใช้ซอฟแวร์ แต่การสอนนี้ยังมีข้อขัดแย้งอยู่คือบางเนื้อหายากที่เด็กจะเรียนรู้เองและอาจเกิดข้อผิดพลาดได้จึงมีการสอนก่อนที่จะใช้ซอฟแวร์ แต่จริงๆแล้วไม่อยากสิ่งที่ยากคือ ครูขาดประสบการณ์และไม่เคยผ่านการฝึกสอน วิธีการสอนของเฮเลนคือจะมุ่งเน้นการทำงานเป็นกลุ่มเพื่อให้เด็กได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ เฮเลนจะมุ้งเน้นการทำงานกลุ่ม  เพื่อบรรลุเป้าหมายของบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนและเปิดโอกาสคิดอย่างเต็มที่และอีกอย่างคือการเรียนเพื่อเป้าหมายสูงสุดคือ  แจ้งจุดประสงค์ของการเรียนและเฮเลนเองจะทำงานอย่างเต็มความตั้งใจเพราะเชื่อว่าเด็กจะเต็มที่กับการเรียนรู้

                อ้างอิงจากโทรทัศน์ครู  โดย  เฮเลน แม็กเกรเกอร์โรงเรียนคิงส์ฮิลล์

**************************************************************

เว็บไซต์เกี่ยว “การคิดเชิงระบบ”

1.  http://www.gotoknow.org/posts/136892   

เว็บไซต์นี้  เป็นเรื่อง  การคิดเชิงระบบ

2.  http://misdesign.sct.ac.th:81/academic/upload/papers/9ba1040ac5dc840d.pdf

เว็บไซต์นี้  เป็นเรื่อง  การคิดเชิงระบบ

3.  http://www.youtube.com/watch?v=eX67jUcha6E   

เว็บไซต์นี้  เป็นเรื่อง  การคิดเชิงระบบ จะป็น  youtube.

เว็บไซต์เกี่ยวกับ “หลักการและทฤษฎีการบริหารจัดการ”

1.  http://chewinnusornschool.com/theory                                                                                                             

เว็บไซต์นี้  เรื่อง  ทฤษฎีและหลักการบริหารจัดการ  เนื้อหาจะมีความหมาย  ทฤษฎีทางการศึกษา  เป็นต้น

2.  http://blog.eduzones.com/arif/9329 

เว็บไซต์นี้  เรื่อง  ทฤษฎีการบริหารการศึกษา

3.  http://e-book.ram.edu/e-book/inside/html/dlbook.asp?code=EA713(EA613) 

เว็บไซต์นี้ เรื่อง หลักการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา  ซึ่งเป็น e-book  เราสามารถดาวน์โหลดได้

4.  http://www.mcucr.com/home/includes/editor/assets/cassroom_cheet1.pdf  

เว็บไซต์นี้  เรื่อง  ทฤษฎีและหลักการบริหารจัดการ

5.  http://api.ning.com/files/ac7fCLK0v16snoVvxYwy5WZVlMNQiO7Z8E8PWFeNdkiV9c-Fr509lc9IDe82T8pWlLpegcCTnZ4wbSDPieTwEkfSp9*5-a41/1.pdf                                                                       

เว็บไซต์นี้ เรื่อง หลักการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา ซึ่งรวบรวมเนื้อหาไว้เป็นบท

 

บทความ “ภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคต”

สรุปสาระสำคัญของบทความ

             ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการที่ผู้นำหรือู้ที่มีภาวะผู้นำ เป็นผู้ที่ชักนำ จูงใจ ชี้นำ ใช้อิทธิพลหรืออำนาจที่มีอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้หรือกระตุ้นให้หรือชี้นำให้เพื่อนร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาให้ยินดี เต็มใจ พร้อมใจ ยินดีในการกระทำการ ให้มีความกระตือรือร้นหรือร่วมดำเนินการอย่าใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้นำต้องการหรือตามที่ผู้นำต้องการให้มีพฤติกรรมไปในทิศทางที่เขาชักนำในการทำงานหรือดำเนินกิจกรรมที่ผู้นำนั้นรับผิดชอบหรือตามที่ผู้นำนั้นต้องการ ซึ่งสิ่งที่ผู้นำในโรงเรียนในอนาคต ควรมีเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาภาวะผู้นำ อย่างน้อยน่าจะประกอบด้วยสิ่งสำคัญเหล่านี้                                                                             

               1)   ความสามารถเชิงวิสัยทัศน์ การวางแผนและการกำหนดเป้าหมายขององค์การ                                                              

               2)   ความสามารถในการทำงานแบบมีส่วนร่วม                                                                                                                  

              3)   ความสามารถในการสื่อสารแบบมีประสิทธิผล                                                                                                             

              4)   ความสามารถในกาสร้างทีมงาน                                                                                                                               

             5)   ความสามารถในการดำเนินกระบวนการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม                                                                                    

             6)   ความสามารถในการจัดการกับปัญหา                                                                                                                        

             7)   ความสามารถในเรื่องการสร้างสรรค์นวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์และการริเริ่มในการเปลี่ยนแปลงองค์การ

ความคิดเห็นต่อบทความ

             เป็นบทความที่อธิบายถึงบทบาทและแนวทางในการปฏิบัติของผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคตที่ควรนำมาพิจารณา ในการบริหารงานในสถานศึกษา ว่ามีความสามารถในแต่ละด้านแล้วหรือยัง ซึ่งความสามารถเหล่านั้นเป็นความสามารถที่ ถ้าผู้บริหารคนใดมีมากก็จะทำให้บริหารงานในหน่วยงานของตนได้ดี

การนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงาน

              จากบทความภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคตนี้ แนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้คือ นำเอาองค์ความรู้นี้ไปวิเคราะห์ว่ามีประเด็นใดที่สมารถจะดำเนินการได้ก่อน-หลังตามลำดับและนำไปส่งเสริมให้บุคลากรในสถานศึกษามีความสามารถในแต่ละด้านที่กล่าวถึง เพราะการเป็นผู้นำนั้นไม่ได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่เป็นผู้บริการสถานศึกษาเท่านั้น แต่บุคลากรทุกคนในสถานศึกษาจะต้องมีความรู้และความสามารถดังกล่าวด้วย เพราะในบางสถานการณ์ก็ต้องเป็นผู้นำในบางเรื่องเช่นเดียวกัน ตามทฤษฎีการบริหารตามสถานการณ์ เพื่อการทำงานท่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพต่อไป

    โดย   รศ. ดร.อุทัย  บุญประเสริฐ

 

บทความเรื่อง การคิดอย่างเป็นระบบ

             การดำเนินชีวิตในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน การกิน การเดินทาง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ใช้   กระบวนการทางความคิดเป็นหลักทั้ง สิ้น ผู้ที่คิดอย่างเป็นระบบได้มากที่สุด ผู้นั้นก็จะ มีความได้เปรียบในการดำเนินชีวิต ปัจจุบันในเกือบทุกองค์กรได้มีการพัฒนาบุคลากรของตนเองให้มีความสามารถในการคิด และทำอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กร การคิดอย่างเป็นระบบเป็นส่วนหนึ่งของวินัย 5 ประการ ตามแนวคิดในการพัฒนาองค์กรของการเรียนรู้ของ   Dr.Peter Senge    (ผู้เขียนเรื่อง The Fifth Discipline : The Art and Practice of the Learning Organization) ซึ่งได้แก่                                          

              1.   รูปแบบความคิด/จิตใจ (mental model)                                                                                                                  

              2.   ความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคล (personal mastery)                                                                                                    

              3.   การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน (shared vision)                                                                                                              

              4.   การเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทีม (team learning)                                                                                                        

              5.   การคิดอย่างเป็นระบบ (system thinking)

        แต่ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะเรื่องการคิดอย่างเป็นระบบเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากการอ่าน หรือศึกษาหลักการเพียงอย่างเดียวแล้วจะทำได้ดี ตรงกันข้ามท่านจะต้องฝึก และทดลองปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน  การคิดอย่างเป็นระบบจริงๆ แล้วมีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในส่วนของงานและตัวบุคคล เช่น งานทางด้านวิศวกรรม (engineering) ทางด้านขนส่ง (logistics) ทั้งนี้เป้าหมายก็เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพ ปัจจุบันบุคคลที่คิดอย่างเป็นระบบได้เป็นรูปธรรมจริงๆ และเห็นได้ชัดคือ นักพัฒนาโปรแกรมหรือคนเขียนโปรแกรม (programmer) ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีกระบวนการทางความคิดที่เป็นระบบและสลับซับซ้อน มีความคิดอย่างเป็นระบบย่อยๆ อยู่ในความคิดอย่างเป็นระบบหลัก ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะบุคคล

        แต่นั่นก็คือการทำงานที่ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล ซึ่งต่างกับชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลทั่วไป โดยจะเกี่ยวข้องกับงาน บุคคล และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างและแปรเปลี่ยนตลอดเวลา และเพื่อให้ท่านได้เข้าใจในหลักการง่ายๆ ของการคิดอย่างเป็นระบบซึ่งปกติทุกคนก็มีอยู่แล้วนั้น โดยในเบื้องต้นขอยกตัวอย่างการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว ปกติแล้วจุดประสงค์หลักในการรับประทานอาหารของทุกคนก็คือ “อิ่ม” โดยมีจุดมุ่งหมายรองซึ่งแตกต่างกันแต่ละบุคคล เช่น อาหารมื้อนั้นต้องอร่อย อาหารมื้อนั้นต้องครบ (เกือบครบ) 5 หมู่ ราคาประหยัด อาจมีเป้าหมายย่อยลงไปคือ ร้านที่จะไปรับประทานอยู่ใกล้ที่ทำงาน หรือเป็นร้านทางผ่านที่ต้องเดินทางไปต่อ เป็นต้น เมื่อเราไปถึงร้านอาหารที่ขายข้าวแกงโดยเราไม่รู้ล่วงหน้าว่าวันนี้ร้านค้าทำกับข้าวอะไรบ้าง ดังนั้นเมื่อเราไปเห็นอาหารเราก็จะเลือกเพื่อตอบสนองความต้องการของตน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับระดับความต้องการของคนคนนั้น แต่ท้ายสุดแล้วทุกคนก็จะอิ่ม ซึ่งความคิดที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้นล้วนเป็นความคิดอย่างเป็นระบบทั้งสิ้นโดยมีจุดมุ่งหมายหลักก็คือ “อิ่ม”

        แต่ในภาวะการทำงานจริงๆ โดยเฉพาะบุคคลระดับหัวหน้างานขึ้นไป ความคิดอย่างเป็นระบบมีความสำคัญอย่างมาก เพราะงานจะเข้ามาตลอดเวลาเหมือนกับสายพานลำเลียง แต่หากเราไม่มีกระบวนการทางความคิดที่ดีหรืออย่างเป็นระบบแล้ว งานก็เดินหรือลำเลียงออกไปไม่ได้  และนั่นก็คือปัญหาที่จะตามมาอีกหลายอย่าง เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าความสำคัญของงานก็จะแปรผันตามระดับความรับผิดชอบของเรา ดังนั้นคนที่เป็นระดับหัวหน้างานขึ้นไปจะต้องหมั่นทำเป็นประจำ  ทำอย่างไรที่จะคิดอย่างเป็นระบบ (ซึ่งจริงๆ แล้วมีหลักสูตรในการอบรม) ขั้นแรกต้องฝึกจินตนาการ (ไม่ใช่เพ้อฝัน) โดยมีเหตุมีผล เป็นการจำลองเหตุการณ์ทางความคิด ซึ่งคนที่จะทำการ simulation ได้ดี คนคนนั้นจะต้องมีประสบการณ์หรือพื้นฐานในเรื่องนั้นดีด้วย เพราะไม่เช่นนั้น simulation ก็จะไม่เป็นจริง  แต่ถ้าเราไม่รู้ล่ะ… ก็ต้องหาข้อมูลและทำให้ตัวเองรู้ให้ได้ไม่เช่นนั้นความล้มเหลวหรือความผิดพลาดก็จะตามมา ท่านลองคิดซิว่าถ้าท่านต้อง รับผิดชอบจัดงานเลี้ยงพนักงานประจำปี หรือจัด พนักงานไปอบรมดูงานนอกสถานที่ ท่านจะต้องทำอย่างไรบ้าง โดยคนที่ไม่อยากคิดมากอาจใช้วิธีจ้างคนมาดำเนินการแทน ในงบประมาณที่ได้รับ ซึ่งแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นผู้รับจ้างก็จะบวกค่าดำเนินการ (ค่าความคิดของเขา) เข้าไปด้วย แต่ถ้าเราทำเองล่ะ…จะประหยัดกว่าหรือไม่

          การทำงานในปัจจุบันก็เช่นกัน เราต้องตัดสินใจทำอะไรก่อนหลังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตามที่เราได้เรียนหรืออบรมมาก็จะมีการจัดลำดับการทำงานอยู่ 4 อย่างด้วยกัน คือ                                                                                                                              

              1.  งานด่วน และสำคัญ                                                                                                                                                

              2.  งานด่วน แต่ไม่สำคัญ                                                                                                                                              

             3.  งานไม่ด่วน แต่สำคัญ                                                                                                                                            

            4.  งานไม่ด่วน และไม่สำคัญ                                                                                                                                    

            เกือบทั้งหมด ก็จะเลือกทำงานด่วนและสำคัญเป็นอันดับแรก ถ้าถามถูกมั้ย ก็ตอบว่าไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด เพราะในชีวิตการทำงานจริงเราจำเป็นต้องให้มีผลงานออกมาในแต่ละวันโดยเฉพาะงานที่เจ้านายสั่ง  ซึ่งบางครั้งเราอาจจะต้องเอางานที่ไม่ด่วนและไม่สำคัญก่อน หากงานนั้นใช้เวลา 5-10 นาทีหรือเพียง 1 นาที (ออกคำสั่ง) ซึ่งนั่นคือผลงานที่ออก มาแล้วอย่างน้อย 1 อย่าง แต่ถ้าท่านทำงานด่วนและสำคัญก่อน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาครึ่งวัน เจ้านายอาจจะเดินมาหาท่านหลายรอบ เพราะยังไม่มี งานออกมาเลยสักอย่าง คุณคิดว่าเจ้านายจะคิดอย่างไร ?

         การคิดอย่างเป็นระบบไม่ใช่แค่เป็นการสร้างให้บุคคลหรือทีมงานมีความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นการมองภาพรวมเท่านั้น ยังจะช่วยขจัดปัญหาความ ซับซ้อนของงานได้อีกด้วย และยิ่งเราเป็นระดับหัวหน้างานด้วยแล้ว เราก็จะเป็นเพียงคนจัดลำดับวางแผนและตัดสินใจงานเท่านั้น หากเราคิดอย่างเป็นระบบได้ดี งานก็จะออกมาอย่างต่อเนื่องและนั่นคืออนาคตของท่าน ซึ่งเกิดจากกระบวนการทางความคิดที่เป็นระบบนั่นเอง

                                      โดย จรีพร แก้วสุขศรี                                                                                                             

คณะภาษาและการสื่อสาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ประชาชาติธุรกิจ

 

บทความ เรื่อง ภาวะผู้นำ และการเปลี่ยนแปลง

         การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราทุกคนคงยอมรับว่าไม่มียุคสมัยใดที่การเปลี่ยนแปลงจะรวดเร็วและมีผลกระทบรุนแรงเท่าในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงได้สร้างหายนะให้กับองค์กรหลายแห่งไม่เว้นแม้กระทั้งองค์กรที่เคยประสบความสำเร็จมาในอดีต ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงก็ได้สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับหลายองค์กรเช่นกัน ประเด็นเรื่องการอยู่รอดและการเปลี่ยนแปลงเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันโดยตรง ดังคำกล่าวของ ชาร์ล ดาร์วิน ที่ว่า “ผู้ที่อยู่รอด มิใช่เป็นสายพันธ์ (Species) ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด หากแต่ว่าเป็นผู้ที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก”

            การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ หากจะมองในระดับบุคคลแล้ว คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดจะสำคัญและยิ่งใหญ่ไปกว่าการปรับเปลี่ยนมุมมอง (ทิฏฐิ) และทัศนคติ (Attitude) การรู้จักเปิดใจกว้าง ไม่ยึดติดอยู่กับความคิด หรือความรู้เดิมๆ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เป็นการเริ่มต้นสู่การเปิดรับสิ่งใหม่ด้วยใจที่ไม่อคติ (Bias) ประเด็นคำถามที่ตามมาก็คือ                                  

 -    ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เป็นหรือเกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นการเห็นหรือเข้าใจตามที่เราต้องการจะเห็นหรือให้มันเป็น                              

 -    ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถใช้ทั้งความรู้และความรู้สึกควบคู่กันไปอย่างได้สมดุล                                                          

 -    ทำอย่างไรเราจึงจะไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบจนอาจลืมสาระและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆไป                                    

 -    ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นความจำเป็นของระบบ ของมาตรฐานโดยที่ไม่มองข้ามความงดงามอันเนื่องมาจากความหลากหลาย (Diversity)

          เราจะต้องปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างไร เพื่อให้ได้มาซึ่งโครงสร้างองค์กรที่แบนราบ (Flat) ไม่สลับซับซ้อนไม่มีลำดับชั้นมากมาย เป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่น (Flexible) เป็นการบริหารงานโดยผ่านกระบวนการ (Process) อาศัยการทำงานแบบร่วมกันเป็นทีม แทนการบริหารงานแบบดั้งเดิมที่เน้นการดำเนินงานตามสายงาน (Function) เป็นหลัก ทำอย่างไรผู้บริหารถึงจะเข้าใจว่าระบบขององค์กรโดยแท้จริงแล้วเป็นระบบที่มีชีวิต เป็นระบบที่เปิด (Open System) ที่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา เป็นระบบที่จริงๆแล้วไม่อาจเขียนแทนได้ด้วยผังการไหลของงาน (Flowchart) หรือถ่ายทอดทุกอย่างผ่านคู่มือการดำเนินงาน (Procedure) หากแต่ว่าเป็นระบบที่ประกอบด้วยชีวิต จิตวิญญาณ ความรู้สึก ความสัมพันธ์ระหว่างกัน ที่มิอาจถ่ายทอดออกเป็นตัวหนังสือ หรือเขียนออกมาอยู่ในรูปแบบของเอกสารได้ทั้งหมด

การนำไปใช้                                                                                                                                                                       

          ภาวะผู้นำและการเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่เรามีความยืดหยุ่นมากสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ทุกรูปแบบจะต้องเป็นผู้มีคุณธรรม มีความเสียสละ มีความสุขในการเป็นผู้ให้ เราควรมีอุดมคติในการทำงานเพื่อให้งานก้าวไปสู่ความสำเร็จ 

              โดย  ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด                                                                                                                          

ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม

 

ครูใหม่ มัธยมศึกษา : การจัดการชั้นเรียน

            การจัดการในชั้นเรียนของ แคลร์  ฮีวิตต์  เป็นวิธีการจัดการชั้นเรียนที่ดี  แคลร์เป็นตัวอย่างที่ดีในการควบคุมอารมณ์  ความหนักแน่น  ความอดทนต่อพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียน  ซึ่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นวัยที่กำลังท้าทายมาก มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือพฤติกรรมที่ชอบลองของต่างๆ หากครูผู้สอนไม่สามารถจัดการหรือควบคุมสถานการณ์ได้  ก็จะนำไปสู่การลงโทษหรืออาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้

           เรื่องของการจัดการควบคุมชั้นเรียนเป็นเรื่องหลักที่จะต้องแก้ไขก่อนที่จะถึงเรื่องของการเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน  ซึ่งถ้าควบคุมชั้นเรียนไม่ได้แล้ว  ประสิทธิภาพการสอน  ย่อมไม่เกิดผลแน่นอน  แคลร์ได้ควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนโดยการตั้งกฎในห้องเรียน  ห้ามนักเรียนเข้าเรียนถ้าแต่งกายไม่เรียบร้อยและมาสาย ห้ามส่งเสียงดังในห้องเรียน เป็นต้น  ในการจัดการสอนของแคลร์ซึ่งเขาต้องสอนนักเรียนที่มีความสามารถต่ำ  ซึ่งเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ต้องแก้ไขและเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดของการสอน  คือ การสอนนักเรียนหลายระดับที่แตกต่างกัน  ซึ่งจะต้องสอนให้เหมาะกับนักเรียนทุกคน  ซึ่งระหว่างสอนพฤติกรรมของนักเรียนจะชอบนั่งโยกเก้าอี้  ฟุบลงกับโต๊ะ  ส่งเสียงดัง  ครูผู้สอนต้องเรียนรู้ที่จะทนรับกับรูปแบบการเรียนรู้แบบนั้น  การที่จะพัฒนากลยุทธ์การจัดการในชั้นเรียนเราอาจจะมีที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำต่างๆ อย่างแคลร์เขาต้องการพัฒนาการจัดการชั้นเรียนของเขาให้ดีขึ้น  ซึ่งการทำให้เด็กตั้งใจเรียนทั้งชั่วโมงนั้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุด  เราจะต้องจัดสรรให้พอดี  ใช้กิจกรรมช่วยอธิบายสิ่งที่เรียน  ทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่แตกต่างกัน แล้วจึงเปลี่ยนกิจกรรมทุก 5 -10  นาที  เพื่อให้เด็กตั้งใจเรียนต่อเนื่อง  และความหลากหลายคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้

           การจัดการเรียนการสอนที่ดี คือ นักเรียนส่วนใหญ่ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ได้เรียนรู้และไม่ย้ำอยู่กับที่ในเรื่องที่ครูสอนอย่างเดียว  ในฐานะครู พื้นฐานของการจัดการชั้นชั้นเรียนที่ดี คือ  การวางแผนที่ดีในการทำงาน  ต้องสร้างเงื่อนไขเพื่อให้นักเรียนเกิดความสนใจ สร้างข้อตกลงในชั้นเรียน สุดท้ายให้กำลังใจและคำชมเชยนักเรียนดีกว่าการลงโทษ

แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการบริการจัดการในชั้นเรียน

ชื่อหนังสือ  ” ภาวะผู้นำในองค์กรศึกษา”

          หนังสือภาวะผู้นำในองค์การศึกษาเล่มนี้  แต่งขึ้นสำหรับเป็นตำราเรียนของนิสิต นักศึกษา  ที่เรียนในสาขาการบริหารในระดับบัณฑิตศึกษา  และเป็นคู่มือสำหรับผู้บริหารการศึกษาและสถานศึกษา  โดยการรวบรวมแนวคิด  หลักการ  ทฤษฎี  แนวปฏิบัติ  และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำอย่างละเอียด  นอกจากจะใช้เป็นตำราแล้วยังเหมาะกับผู้ที่มีบทบาทหน้าที่เป็นผู้นำทางการศึกษา  และผู้บริหารสถานศึกษาโดยทั่วไปอีกด้วย

****************************************************************

การคิดอย่างเป็นระบบ : การประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

   ชื่อหนังสือ  การคิดอย่างเป็นระบบ  :  การประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน “

           หนังสือการคิดอย่างเป็นระบบ : การประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ผู้เขียนหวังว่า หนังสือฉบับนี้จะมีประโยชน์สำหรับอาจารย์ผู้สอน ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถคิดอย่างเป็นระบบได้ โดยมีเนื้อหาทั้งหมด  5 บทสำคัญๆประกอบด้วย แนวคิดและหลักการของการคิด การพัฒนากระบวนความคิดอย่างเป็นระบบ, การจัดการเรียนรู้การคิดอย่างเป็นระบบ, การฝึกทดลองการคิดอย่างเป็นระบบในชีวิตประจำวัน, รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบและบทที่ 6 เป็นบทส่งท้าย

****************************************************************

ชื่อหนังสือ ” การจัดการชั้นเรียน ห้องเรียนแห่งความสุข “

          หนังสือเล่มนี้ เขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรง ที่ผู้เขียนได้ปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างๆ ทั้งการนำทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติและข้อค้นพบจากการปฏิบัติแล้วย้อนกลับมาสู่ทฤษฎี ความมุ่งหวังในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้นักศึกษาครู คุณครูผู้สอน ผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาทุกท่าน ได้รู้และเข้าใจ มองเห็นแนวทางการนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่า เพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจ จึงได้สอดแทรกตัวอย่าง วิธีการ ผังความคิด และเห็นภาพประกอบการอธิบายไว้ให้ด้วยแล้ว

****************************************************************

ชื่อหนังสือ ” คิดอย่างเป็นระบบและเทคนิคการแก้ปัญาหา”

          หนังสือคิดอย่างเป็นระบบและเทคนิคการแก้ปัญหาเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการลดปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร และปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  เพื่อช่วยลดต้นทุน  เพิ่มกำไร  พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อชีวิตการทำงานที่มีความสุขอย่างยั่งยืน  การพัฒนาคนให้คิดเป็นและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ  ซึ่งมีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

****************************************************************

ชื่อหนังสือ “หลักการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา”

          หนังสือ หลักการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา เล่ม นี้ผู้เขียนได้เรียบเรียงขึ้นมาจาก แนวคิดทั่วไป ความคิดรวบยอด ของนักบริหารการศึกษาที่มีชื่อเสียงของโลกหลายๆ ท่าน เพื่อยังประโยชน์แก่ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารพื้นที่เขตการศึกษา ตลอดทั้งนิสิตนักศึกษา ระดับปริญญาโท-เอก ในสาขาวิชาบริหารการศึกษา ของทุกสถาบันการศึกษา ใช้ประกอบการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี

****************************************************************

Book

ชื่อหนังสือ “ภาวะผู้นำ :ทฤษฎี การวิจัย และแนวทางสู่การพัฒนา”

          หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำที่ครบถ้วนและทันสมัย เนื้อหาประกอบด้วยความสำคัญ และอิทธิพลของภาวะผู้นำ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านตระหนักว่าภาวะผู้นำมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันและ รวมถึงในอนาคต ผู้อ่านจะได้เข้าใจว่าทำไมทั้งผู้บริหารและคนทั่วไปจำเป็นต้องมีภาวะผู้นำและถ้าต้องการ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาจะต้องมีภาวะผู้นำอย่างไร จริยธรรมของผู้นำสำคัญอย่างไร และได้ ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดทฤษฎีภาวะผู้นำแนวใหม่ รวมถึงผู้อ่านจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการวิจัยและการพัฒนา ภาวะผู้นำ ซึ่งจะได้เห็นตัวอย่างงานวิจัย โมเดลการพัฒนาภาวะผู้นำ การออกแบบการฝึกอบรม ตัวอย่างคู่มือ ผู้สอน และเทคนิคพิเศษต่าง ๆ ในการพัฒนาภาวะผู้นำ

****************************************************************

แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการในชั้นเรียน

1. http://api.ning.com/files/17uvSpIJp1VcVjM59Wc5zMGWc7Ku74Smpmaa7fk07DkR0YXq*QflNaotA-Jun2REtsww36sc8yDXMKLOUxcRiUwzd9fROjO3/6.pdf                                                                                                   เว็บไซต์นี้จะเป็น file pdf.  ซึ่งเนื้อหาจะมีการรวบรวมเป็นให้ได้ศึกษา  จะประกอบไปด้วย  ความหมาย  ความสำคัญ  แนวคิด  ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการชั้นเรียนและการเรียนการสอน  ประเภทของบรรยากาศในชั้นเรียน  เป็นต้น  ซึ่งเนื้อหาจะมีรายละเอียดย่อยต่างๆ จะอธิบายไว้ในแต่ละหัวข้อ  สามารถดาวน์โหลด File ได้

2. http://www.thaiteachers.tv/vdo2.php?id=3410                                                                                                           เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์ “โทรทัศน์ครู”  ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่มีประโยชน์มาก  เป็นการสรุปการจัดการชั้นเรียน  โดย  ดร.ปฤษณา ชนะวรรษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ซึ่งท่านจะวิเคราะห์ถึงเปลือก เนื้อ และแก่นของการจัดการชั้นเรียน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อครูในการจัดการชั้นเรียนให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ ซึ่งมาจากประสบการณ์จริงในการสอน และการจัดการชั้นเรียนของ ดร.ปฤษณา ชนะวรรษ

3.  http://saweya.ning.com/profiles/blogs/5792032:BlogPost:38311                                                                             เว็บไซต์นี้จะเป็นเว็บไซต์ที่เป็นเอกสารประกอบการเรียน ของวิชา การบริหารจัดการในห้องเรียน จะประกอบไปด้วยเนื้อหา  12 บท ดังนี้                                                                                                                                                              บทที่ 1  หลักและทฤษฎีการบริหารการศึกษา                            บทที่ 2  ภาวะผู้นำทางการศึกษา                                          บทที่ 3  การคิดอย่างเป็นระบบ                                               บทที่ 4  การเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร                                      บทที่ 5  มนุษยสัมพันธ์ในการทำงานและการติดต่อสื่อสาร         บทที่ 6  การบริหารจัดการชั้นเรียน                                        บทที่ 7  การประกันคุณภาพการศึกษา                                     บทที่ 8  การทำงานเป็นทีม                                                  บทที่ 9  การจัดทำโครงงานวิชาการ                                       บทที่ 10 การจัดโครงการฝึกอาชีพ                                        บทที่ 11 กิจกรรมเพื่อพัฒนา                                                  บทที่ 12  การจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ    ในแต่ละบทสามารถดาวน์โหลดเป็น file เก็บไว้อ่านได้

4.   http://www.thaiteachers.tv/search.php                                                                                                                    เป็นเว็บไซต์ของ โทรทัศน์ครู  ซึ่งจะเกี่ยวกับการจัดการชั้นเรียน จะเป็นวิดิทัศน์ให้ศึกษามากมาย  แต่ละวิดิทัศน์จะมีการจัดการชั้นเรียนที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งจะเป็นวิดิทัศน์ของการศึกษาไทยและการศึกษาของต่างประเทศ

5.  http://www.muslimeenschool.com/index.php?option=com_content&view=article&id=63&Itemid=74              เป็นเว็บไซต์ของโรงเรียนมุสลีมีนศึกษา  ซึ่งจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการในชั้นเรียน  ในหัวข้อเรื่อง  มาตราฐานที่ 6 การบริหารจัดการในชั้นเรียน  จะประกอบไปด้วยหลักการจัดชั้นเรียนและอื่นๆ

6.  http://www.novabizz.com/NovaAce/Leader.htm                                                                                                        เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่อง  ภาวะผู้นำ  Leadership  เป็นเนื้อหาทั้งหมด  มีทั้งความหมาย  ทฤษฎีภาวะผู้นำที่สำคัญ  รูปแบบและประเภท  เป็นต้น ให้ได้ศึกษา

7.  http://km.rubber.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=6986:2013-03-01-04-23-28&catid=125:2012-06-19-09-26-10&Itemid=237                                                                                                             เป็นเว็บไซต์ เรื่อง การคิดอย่างเป็นระบบและเทคนิคการแก้ปัญหา โดยมีที่มาจาก  ดร.วรรณดี สุทธินรากร คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ซึ่งจะรวบรวมเนื้อหาไว้มากมายให้เราได้ศึกษาค้นคว้า

8.

มารู้จักกันก่อนค่ะ^__^

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.